โจว เจี๋ยหลุน เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ปี 1979 เกิดและโตในไต้หวัน เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว เรียนดนตรีตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ทั้งเปียโน เชลโล่ และกีต้าร์
นอกจากนี้ยังมีความสนใจเรื่องการแต่งเพลงตั้งแต่ปี 1998 อีกด้วย โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพลงในแนว R&B ที่เขาชื่นชอบ
ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2000 ก็เริ่มมีเพลงของตัวเองออกมาโดยใช้เพลงที่แต่งเองทั้งหมด จนได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเพลงจีนในแนว R&B ยังเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับวงการเพลงจีน เพลงของเขาจึงแตกต่างจากเพลงของนักร้องที่ได้รับความนิยมขณะนั้น และทำให้เห็นได้ชัดถึงความแตกต่าง ในเวลาไม่นานเขาก็ได้ชื่อว่าเป็น เจ้าพ่อเพลง R&B เพราะในช่วงปี 2000 มีแต่นักร้องแนวป็อบเป็นส่วนใหญ่ และยังได้รับรางวัลการันตีความสามารภมาหลายรางวัลเลยทีเดียว จากเพลงที่เขาแต่งขึ้นเองจึงยิ่งทำให้เขาดูเป็นตัวของตัวเองมาก หลังจากประสบความสำเร็จกับแนว R&B
ต่อมาเขาก็เริ่มหันไปร้องเพลงแร๊พผสม และเริ่มมีเพลงช้าในสไตล์ของเขามากขึ้น ทำให้โจวเจี๋ยหลุน หนุ่มน้อยชาวไต้หวันก็โด่งดังไปทั่วทั้งเอเชีย ทั้งในฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือแม่แต่ประเทศไทย หลายคนคงสะดุดทันทีเมื่อได้ยินเพลงของเขาในโฆษณาโทรศัพท์มือถือพานาโซนิค ที่เขาแสดงเอง ด้วยหน้าตาที่ถือว่าไม่หล่อมาก แต่ก็ดูทะเล้นนิดๆ กวนหน่อยๆ แถมด้วยความสามารถที่เขาขึ้นแสดงโชว์บนเวที MTV ทำให้หลายๆคนถึงกับต้องรีบศึกษาทันทีว่าเขาคนนี้คือใคร
ในวัยเด็ก โจวเจี๋ยหลุน ถูกหาว่าเป็นเด็กโง่ เป็นตัวถ่วง เอลเลน ซู ครูภาษาอังกฤษในมัธยมปลายของเขานึกว่า โจวเจี๋ยหลุน จะเป็นพวกไม่มีความสามารถในการเรียนรู้ แต่แม่ของเขา สังเกตเห็นว่าเด็กชายผู้เงียบขรึมและขี้อายคนนี้ ดูจะมีปฏิกิริยาตอยรับกับเสียงเพลงป๊อบตะวันตกที่เธอเปิด และคุณแม่ก็ผลักดันให้เขาเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ซึ่งเด็กคนนี้ก็เล่นได้เสียด้วย เขามุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างมัวเมา และจับจ้องคีย์เปียโนแบบเดียวที่เด็กอื่นจับจ้องไอศกรีม เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นเขาก็มีความชำนาญพิเศษที่ก้าวไกลไปกว่าอายุจริง
นอกห้องดนตรี โจวเจี๋ยหลุน เป็นเสียยิ่งกว่าเด็กธรรมดา เขาติดภาพยนต์กังฟู วีดีโอเกมเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป เวลาอยู่ในละแวกบ้านก็จะเอาแต่เล่นบาสเก็ลบอลอยู่แถวระหว่างตึกคอนกรีตของ เมืองลิงเกา (Linkou) บ้านเกิดของเขา ผิดกับเด็กทั่วไปที่กำลังมุ่งมั่นกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
โจวเจี๋ยหลุนกลับเลิกเรียนและทุ่มเวลาให้กับคีย์เปียโนมากยิ่งขึ้น ดูเหมือนเด็กคนนี้จะไม่มีอนาคตข้างหน้าเลย สำหรับชาวไต้หวันชั้นกลาง ต้องรู้วิชาอย่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวะ หรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ถึงจะทำให้อยู่รอด แต่เพลงนั่นเป็นโอกาสสำหรับลูกคนรวยที่มีพ่อแม่เป็นคนดัง เติบโตมากับตะเกียบปลายเงิน ไม่ใช่เด็กจากลิงเกา ไม่ใช่โจวเจี๋ยหลุน เขาสอบตกอีกครั้ง และกำลังจะถูกปล่อยออกมาสู่โลกแห่งความจริง ถ้าโชคดีเขาอาจจะได้เป็นพนักงานในร้านขายเครื่องดนตรีของยามาฮ่า โดยคอยแนะนำเครื่องดนตรีชิ้นที่เหมาะ และเล่นเพลงเพราะๆให้คุณฟังสักนิด

แต่แล้วบทเพลงก็คือทุกสิ่งในชีวิตของโจวเจี๋ยหลุน มันช่วยแสดงความเป็นตัวเขาออกมา ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งเดียวที่เขามีอยู่ ที่มันจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาในยามที่ตัวโจวเจี๋ยหลุนกำลังหลงทาง ซึ่งในขณะที่โจวเจี๋ยหลุนยังไม่รู้ซึ้งถึงพรสวรรค์แต่กำเนิดในด้านเสียงเพลง ของเขา เด็กสาวคนหนึ่งที่โจวเจี๋ยหลุนแทบจะไม่รู้จักเธอได้กรอกแบบฟอร์มการประกวด Chao Ji Xin Ren Wang (Super New Talent King) ซึ่งเป็นเวทีการก้าวมาเป็นไอดอลของไต้หวัน นั่นเอง และด้วยความประทับใจและประหลาดใจต่อทีมงาน โจวเจี๋ยหลุนก็ได้เข้าร่วมแสดง แต่ไม่ใช่การแสดงเดี่ยว เรื่องจบลงที่เขาได้เล่นเปียโนให้กับนักร้องผู้เข้าประกวด และมันก็ไม่ได้เรื่องเลย ผู้จัดการประกวดอย่าง แจ็คกี้ หวู ชายอารมณ์ดีผู้สร้างความประทับใจในโลกบันเทิงผู้เป็นตำนานของไทเปที่มักจะ ด้อมๆมองๆ หาศิลปินหน้าใหม่อยู่เสมอ เหลือบมองไปยังหนุ่มน้อยนักเปียโนที่กำลังประหม่า กับนักร้องเสียงแหบแห้งพร้อมกับคิด ลืมมันไปเสียเถิด
หลังจากการ บันทึกรายการ แจ็คกี้ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าของอัลฟ่า มิวสิคก็ได้เข้าไปด้านหลังเวทีประกวดเพื่อพบ โจวเจี๋ยหลุน และในเวลาต่อมา แจ็คกี้ ก็ให้นักเปียโนที่ดูประหลาด ขี้อาย ท่าทางเหมือนจะละเมอเขียนโน้ตออกมาได้คนนี้มานั่งอยู่ในตำแหน่ง นักแต่งเพลง โดยเขาได้มอบพื้นที่เพื่อที่จะให้เพลงของเด็กหนุ่มคนนี้ได้ปะปนอยู่กับเพลงดังทั้งหลาย แถมยังอนุญาตให้เด็กหนุ่มบ้านนอกคนนี้ใช้ที่ว่างระหว่างโซฟามาเป็นโรงงาน ผลิตเพลงป็อบเล็กๆ ให้เขาเขียนเพลงให้กับ Power Station และสาวสวยชาวไต้หวัน วิเวียน ซู ในช่วงปลายยุค 90
โจวเจี๋ยหลุน ไม่ได้แค่ทำเพลงพื้นๆ ที่มีเนื้อหาดึงดูดใจออกมา แต่เขายังได้ช่วยกำหนดเสียงที่ชัดเจนสำหรับสไตล์เพลงป็อบของไต้หวันปัจจุบันออกมา และด้วยเวลาเพียง 3 ปี ก็ได้เปลี่ยนโฉมหน้าเกาะเล็กๆแห่งนี้ให้กลายมาเป็นศูยน์กลางของเพลงป็อบจีนได้ แต่เจ้านายก็ยังคงมองไม่ออกว่า โจวเจี๋ยหลุน จะเป็นมากกว่านักเขียนเพลงได้ได้อย่างไร จนกระทั่ง แจ็คกี้ ยกบัลลังก์ อัลฟ่า มิวสิคให้เพื่อนนักร้อง เจ อาร์ หยาง ดูแล ในเวลาปีครึ่งที่ผ่านไป โจวเจี๋ยหลุน ก็ได้เปลี่ยนสถานะจากผู้ปั้นไอดอล มาเป็นไอดอลเสียเอง “ผมถามเขาว่าเคยเขียนเพลงให้ตัวเองบ้างหรือเปล่า?” หยางเล่า แล้วโจวเจี๋ยหลุน ก็เล่นเพลง Ke Ai Nu Ren (Lovely Woman) แถมยังมีเพลงที่เขาอัดไว้ระหว่างอยู่ที่สตูดิโอ 24-7 ก็โดนใจหยางเข้าจนได้ “หลังเพลงจบลงในเวลา 4 นาที ผมก็ถามเขาว่า แล้วเราจะมัวรออะไรกันอยู่เล่า?” เด็กนั่นก็อยู่สตูดิโออยู่แล้ว ดังนั้น การบันทึกเสียง 1 อัลบั้มในเวลาเพียง 3 เดือนก็เป็นเหมือนวันหยุดที่เข้าท่าสพหรับพวกเขาไป แล้วเขาก็เริ่ม กล่าวถึงดนตรี คุณคงยังจำได้ “เพลง” ที่ทำให้เขาก้าวมาถึงจุดนี้ได้ นั่นแหละ ถ้าเอาสิ่งของเขาไปคุณก็จะพบเพียงเด็กชายหัวทึบผู้ต้องการจะกลับไปนั่งขัด สมาธิบนโซฟาตัวเก่าที่ซุกซ่อนความสร้างสรรค์ของเขาเอาไว้ เขาหลุดออกจากทฤษฎีดนตรีของ โชแปง รวมถึงจุดการเล่นเชลโล่ที่แตกต่างจากไวโอลิน เสียง 5 โทนแบบจีนเมื่อเทียบกับ 12 โทนของตะวันตก จู่ๆแล้วเขาก็เปิดเผยความต้องการที่จะพบรักกับหญิงสาวสักคน ด้วยความขี้อายส่วนตัวจึงทำให้เขาไว้ผมยาวปิดตาเพื่อที่จะไม่ต้องสนใจกับสาว ตาแฟนเพลงที่จับจ้อง
Diao คือ คำในภาษาไต้หวันที่แปลว่า “เจ๋ง” “เท่ห์” โดยความตามตัวอักษรที่แท้จริงหมายความว่า “อวัยวะเพศชาย” Diao ของเขายังหมายถึง กระบวนการภายใน หนทางที่ลึกลับที่มำให้เกิดความต้องการอย่างยิ่งยวด และบังคับได้รุนแรง และมันก็อาจจะเกี่ยวข้องอย่างลึกลับกับการที่โจวเจี๋ยหลุนไม่ชอบสวมสุดชั้น ใน ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่ของเขาไม่เคยเห็นด้วย ความจริงโจวเจี๋ยหลุนก็ไม่เชิงปราณีตนักหรอก คำ diao ที่พูดถึงกันนี้ก็ไม่สามารถกล่าวถึงได้อย่างชัดเจน และไม่เป็นนิรันดร์
แต่ยังไง Diao ก็คือสิ่งที่ทำให้เขามั่งคั่ง เป็นเศรษฐี แต่เขาก็ยังยืนยันว่ามันรำคาญใจด้วย เหตุนี้เขาจึงให้แม่เป็นผู้จัดการเงินมหาศาลของเขา เป็นผู้จัดการดูแลเรื่องธุรกิจและดูแลค่าเหนื่อย แม่อัลฟ่า มิวสิคจะมอบห้องโอ่อ่าในย่านคนรวยในไทเปให้ แต่โจวเจี๋ยหลุนกลับชอบที่จะได้อยู่บ้านกับแม่ อยู่ในห้องนอนและฟูกตั้งแต่วัยเด็กที่มีผ้าปูที่นอนสีเทาและผนังห้องสี น้ำเงิน เมินตู้เย็นที่เป็นดังคำสรรเสริญจากเป๊ปซี่ เพราะมีภาพของโจวเจี๋ยหลุนบนพื้นตัวตู้เย็น และยังเป็นโล่รางวัลด้านดนตรีอีกมากมาย ภายในห้องของเขาจึงเหมือนห้องของเด็กหนุ่มทั่วไป แม้พ่อแม่จะหย่ากันตั้งแต่เขาอายุได้ 14 ปี แต่โจวเจี๋ยหลุนก็ยืนยันว่าบ้านเป็นที่ๆเขามีความสุข และในเวลาต่อมาเด็กที่มีกินมีใช้ ก็กลายมาเป็นนักเขียนเพลงมีสังกัดอย่างรวดเร็วด้วยเพลง R&B ที่กินใจ เต็มไปด้วยอารมณ์เศร้า น่าสงสารโจวเจี๋ยหลุนมีความสุขกับการเขียนเพลงเกี่ยวกับพ่อที่เมาทุบตีแม่ และแบบของลูกอย่างที่เขาเขียนในเพลง Ba Wo Hui Lai Le (Dad I am Back) แถมยังเขียนถึงคนรักที่ถูกสลัดทิ้งแล้วอยู่บนขอบเหวของการฆ่าตัวตายอย่างใน เพลง Shi Jie Mo Ri (End of the World)
โจวเจี๋ยหลุน เป็นเหมือนฟองน้ำเมื่อมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพลง เขสจึงซึมซับสไตล์ แนวโน้มของตลาด และเชื่อมต่อให้มันเป็น R&B ในสไตล์ตะวันออกของเขา อันที่จริงแล้ว โจวเจี๋ยหลุน ก็ไม่ใช่ผู้แนะนำเพลงแนว R&B ให้กับสังคมคนแรก เพราะก่อนหน้านี้ยังมี David Tao และ Wang Lee Hom ก็อยู่กับเพลงในรูปแบบนี้มาแล้วพักใหญ่ แต่นักร้องแร๊พชาวจีน และเสียงพึมพำในสไตล์ R&B ของจีนได้เริ่มครอบงำ MTV ไต้หวันก็เมื่อโจวเจี๋ยหลุนก้าวเข้ามานั่นเอง
ความสำเร็จในฐานะนักร้อง – นักแต่งเพลง ของเขาได้จุดประกายให้คนเลียนแบบออกมามากมาย ด้วยส่วนผสมที่คล้ายคลึงของความนิยม และยอดขายที่ร้อนฉ่า และจากจุดนี้ก็เลยทำให้หนุ่มหน้าหล่อในวงการ หลายคนก็เลยต้องลุกขึ้นจับกีต้าร์และแต่งเพลงเองกันบ้างแล้ว แม้แต่ Nicholas Tse แบดบอยผู้โด่งดังในวงการเพลงกวางตุ้งก็กำลังเรียบเรียงดนตรีของตนด้วยตัว เองอยู่ และเขายังเป็นอิทธิพลให้ Anson Hu นักร้องเพลงโซลรุ่นเยาว์ชาวฮ่องกง ผู้ที่ได้รับรางวัลศิลปินหน้าใหม่ของ Commercial Radio awards ceremony ถูกวิจารณ์ว่า “กำลังก็อปปี้โจวเจี๋ยหลุน จนถูกขนานนามว่าโจวเจี๋ยหลุนคนใหม่ของจีน”
เพลงของ โจวเจี๋ยหลุน ประสบความสำเร็จและโดดเด่นในหมู่เด็กหนุ่ม จนอยากเป็นอย่างเขา คงเป็นการร้องที่เจ็บปวดและกรีดลึกว่าเขาต้องการคุณเหลือเกินนั่นเอง ซึ่งผู้ฟังก็เชื่อเขาเสียด้วย แถมบางเพลงก็จังหวะจะโคนที่เรียบลื่นแบบ Boyz II Men ของเขา หรือตัวโน้ตเหล่านั้นที่เขาต้องการผลักดันออกมาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ในฐานะนักเขียนเพลง ซึ่งเขาได้ใช้เวลา 2 ปี ในสตูดิโอแห่งนั้น เรียนรู้ จับจ้อง และฟังว่าอะไรที่ “ขาย” และอะไรที่ “ไม่ขาย” ผลของมันทำให้เขาเดินเชิดอย่างสง่างามและมั่นใจในแผ่นเพลงของเขาได้
อีกด้านหนึ่ง เวลาว่างโจวเจี๋ยหลุนต้องการลูกบอล เขาเป็นเพื่อนรักของห่วงบาส จนถึงกับเคยสาบานว่า ที่ที่ทำให้เขาผ่อนคลายได้มีเพียง 2 แห่ง คือที่สตูดิโอ และบนสนามบาสเก็ตบอล เมื่อพักจากแผงบันทึกเสียงเขาก็จะมุ่งหน้าไปยังสวน Ta An ในไทเป ที่ที่เขาและเพื่อนบางคนเล่นเกมธรรมดาด้วยกัน มันคือคอร์ตคอนกรีตธรรมดาที่ทุกคนมีโอกาสเป็นผู้ยัดห่วง ไม่มีนักกีฬาตัวโตอยู่ในขอบ ไม่มีนักกีฬาตัวเล็กอยู่ตรงปีก ที่นี่ โจวเจี๋ยหลุน จะเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปคอยรับคอยส่งผ่านบอลไปยังด้านหลังอย่างคล่องแคล่ว เพื่อวิ่งไปเลย์อัพได้อย่างง่ายๆ และเขารู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจากลูกบอลนั้น
เมื่อได้ชมการเล่นของเขา คุณจะได้รู้ว่าเขาคือเจ้าบ้าผู้ชมชอบการควบคุม นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่ชอบการให้สัมภาษณ์ และงานรับรางวัลต่างๆ ซึ่งทำไมเขาถึงช่างดูประหม่าในหมู่แฟนเพลง คำตอบ คือ เขาไม่รู้ว่าจะควบคุมสถานการณ์เหล่านั้นอย่างไร ต่างกับบนคอร์ต หรือในสตูดิโอที่เขา คือ ผู้กำกับการแสดง จะว่าไปแล้ว ไม่มีไอดอลชาวจีนคนไหนชมชอบกับการได้ควบคุมความอาร์ตและความสร้างสรรค์ในผล งานเหมือนที่ โจวเจี๋ยหลุน เป็น ผู้ที่ได้ร่วมงานกับเขากล่าวว่า โจวเจี๋ยหลุน รู้เป็นอย่างดีว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการในเพลงของเขา และเขาก็จะยืนหยัดจนกว่าจะไปถึงจุดนั้น เมื่อต้องเขียนเพลง Shuang Jie Gun (Nunchaku) เขาก็ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอาวุธสงครามอย่างจริงจัง และยังแสดงพร้อมอาวุธในมิวสิควีดีโอด้วย Kuang Sheng ผู้กำกับมิวสิควีดีโอของโจวเจี๋ยหลุนกล่าวว่า เขาเพียงทำตามคำแนะนำของโจวเจี๋ยหลุน
หลังจากการแสดงต่อหน้าผู้เข้าชมที่แน่นขนัด MGM Grand โจวเจี๋ยหลุน ก็ยังปรากฏตัวเพื่อพักผ่อนในร้านอาหารจีนที่เป็นที่นิยม ยังคงสวนเสื้อแขนกุดชุ่มเหงื่อและยีนส์ขาลาก เขาดูครุ่นคิดและดูราวกับว่าในที่สุดเขาก็พอใจกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของ ตัวเอง ยังเหลือโลกอีกไม่มากนักที่ อเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งโลกบันเทิงคนนี้ยังต้องพิชิต เขาทำงานแล้วทั้งงานโทรทัศน์ ภาพยนต์ แถมโด่งดังข้ามโลกไปถึงอันดับฝั่งอเมริกา แต่โจวเจี๋ยหลุนยังคงขาดความสนใจที่จะเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ใส่ใจในคำร้องขอของผู้กำกับภาพยนต์ที่ต้องการให้เขาสร้างภาพยนต์สัก เรื่อง และยังคงไม่สนใจกับการมีเสียงของตนเอง ขณะนี้เขากำลังแสดงบทบาท diao ของเขา สามารภนำพาเขาไปได้ไกลถึงจุดนี้อย่างที่เห็นกันอยู่ จึงทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในสิ่งนั้น ในขณะเดียวกันก็ดูว่ายังมีความยิ่งใหญ่อีกหลายอย่างยังคงวางอยู่บนบ่าของชาย หนุ่มคนนี้ แรงผลักดันของตลาดที่จะดึงและดันให้เขาเข้าร่วม ทั้งโฆษณา การถ่ายแบบนิตยสาร ภาพยนต์แอ็คชั่นที่จะทำให้เขาเป็นปรมาจารย์กังฟู หรือตำรวจปราบคนพาล ก็มีความเป็นไปได้
Credit to : http://www.pingbook.com/dvd/view.php?id=16
| < Prev | Next > |
|---|





Comments